บล็อกและโพสต์ การตลาดดิจิทัล

สุดยอดเทคนิคการทำ SEO บทที่ 1

โครงเรื่อง
    Add a header to begin generating the table of contents
    สุดยอดเทคนิคการทำ-SEO-บทที่-1

    เปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณให้รองรับ AMP

    คุณอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ AMP กันมาบ้างแล้วนะครับ
    AMP ย่อมาจาก Accelerated Mobile Pages ซึ่งเคยเป็นข่าวใหญ่ของวงการตลาดตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี 2015
    AMP เป็นรูปแบบการพัฒนา Open Source ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้หน้าเว็บไซต์บนอุปกรณ์เคลื่อนที่หรือสมาร์ทโฟนแสดงผลได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

    Google ได้กล่าวถึง AMP ในโพสต์บนบล็อกอย่างเป็นทางการว่า

    “เมื่อหน้าเว็บใช้เวลาโหลดนานเกินไป พวกเขาจะสูญเสียผู้เข้าชม รวมถึงโอกาสในการสร้างรายได้ผ่านการโฆษณาหรือการสมัครสมาชิก… (AMP) มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของเว็บเพจเวอร์ชันอุปกรณ์พกพาหรือโมไบล์เว็บให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เราต้องการให้เว็บเพจที่ประกอบด้วยเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหว และกราฟิกสามารถทำงานไปพร้อมกับโฆษณาแบบ smart ads และสามารถแสดงผลได้อย่างรวดเร็วทันใจ”

    เมื่อ AMP กลับมาอีกครั้งในปี 2015 ก็ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เราเคยคิด

    นั่นเป็นเพราะการริเริ่มการให้ความสำคัญกับแนวคิด Mobile-first ของ Google Google ทราบดีว่า

    1.) มีผู้ใช้ที่ค้นหาข้อมูลและเว็บไซต์ผ่านทางอุปกรณ์พกพามากขึ้น 2.) ผู้ใช้ชอบเว็บไซต์ที่โหลดรวดเร็วทันใจ

    และเนื่องจากความต้องการของ Google ในการมอบประสบการณ์ท่องเว็บไซต์แบบไร้รอยต่อให้กับผู้ใช้งาน AMP จะให้ผลตอบแทนกับเว็บไซต์ที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าว นั่นหมายความว่าหน้าเว็บที่รองรับ  AMP จะได้อันดับผลการค้นหาสูงขึ้นอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม AMP ก็มีข้อด้อยบางประการเช่นกัน

    สิ่งที่เด่นชัดที่สุดที่คุณอาจสังเกตเห็นคือการลดลงของ Conversion เนื่องจาก AMP จะตัดโค้ดภายนอกทั้งหมดที่ต้องใช้เวลาในการโหลดออกเพื่อให้ทำงานอย่างรวดเร็วกว่าเดิม แต่หากคุณต้องการให้ Conversion กลับมาเหมือนเดิม คุณอาจจำเป็นต้องเพิ่มโค้ดบางส่วนนั้นเข้าไป

    แม้ AMP จะมีข้อจำกัดบางประการ AMP เองก็ดูจะทวีความสำคัญมากขึ้นต่อประสิทธิภาพการทำงานของหน้าเว็บในระยะยาว ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นทดลองใช้งานกับบล็อกของคุณ แล้วจึงเพิ่ม AMP ไปยังหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์

     

    สำหรับคำแนะนำอย่างเต็มรูปแบบในการเพิ่ม AMP ไปยังหน้าเว็บของคุณคลิก ที่นี่

     

    เพิ่มความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์

    เทคนิคนี้ใช้กับ AMP
    ลองคิดดูว่า: ผู้ใช้ใช้เวลาโดยเฉลี่ย 69% ไปกับการเสพสื่อบนสมาร์ทโฟน แต่เมื่อพวกเขาเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ 47% ของผู้บริโภคคาดหวังว่าหน้าเว็บจะโหลดภายใน 2 วินาทีหรือน้อยกว่า และ 40% ของผู้ใช้กดปิดหน้าเว็บไซต์ที่ใช้เวลาโหลดมากกว่า 3 วินาที

    ความเร็วโหลดหน้าเว็ปบนมือถือ

    ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บแน่นอนว่าเป็นเรื่องใหญ่ และอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้น Google ได้พยายามปรับปรุงและพัฒนาประสบการณ์การใช้มือถือมาเป็นเวลายาวนาน

    เมื่อไม่นานมานี้ ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับสำหรับการค้นหาบนเดสก์ท็อป แต่ Google เพิ่งออกมาประกาศว่า ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ จะกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับสำหรับการค้นหาบนอุปกรณ์เคลื่อนที่โดยจะเริ่มต้นในเดือนกรกฎาคม 2018

    นั่นหมายความว่าบริษัทต่างๆ มีเวลาเพียงไม่กี่เดือนในการปรับเปลี่ยนเวลาในการโหลดหน้าเว็บบนมือถือให้ไวยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีปัจจัยหลายประการที่อาจส่งผลกระทบต่อเวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์ แต่โชคดีที่ข้อจำกัดเหล่านี้สามารถแก้ไขได้

    1. ระยะเวลาในการตอบสนองของเซิร์ฟเวอร์ที่รวดเร็ว (Server response time) – ข้อนี้สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ผมใช้ com แต่แน่นอนว่าก็ยังมีเซิร์ฟเวอร์ดีๆ อีกมากมาย
    2. มีระบบเครือข่ายการนำส่งข้อมูลดิจิตอลขนาดใหญ่ (Content Delivery Network (CDN) – ระบบนี้จะช่วยนำเสนอเนื้อหาของคุณได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ผมเคยเห็น CDN ปรับปรุงเว็บไซต์ของไคลเอนต์ได้ถึง 20% -30%)
    3. จำกัดการเปลี่ยนเส้นทางของคุณ – การเปลี่ยนเส้นทางที่มากเกินไปอาจมีผลกระทบต่อความเร็วของหน้าเว็บ หมั่นตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณมีการล้างการเปลี่ยนเส้นทางเป็นระยะๆ และมีเพียงการเปลี่ยนเส้นทางที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น
    4. เพิ่มประสิทธิภาพของรูปภาพ – นี่ถือเป็นปัจจัยสำคัญอันดับแรกๆ ภาพช้า = ความเร็วหน้าเว็บช้า อย่าพยายามที่จะอัดภาพขนาดใหญ่ลงในพื้นที่ขนาดเล็กๆ ซึ่งจะมีผลต่อความเร็วของคุณอย่างชัดเจน แต่ควรตรวจสอบดูว่ารูปภาพทั้งหมดมีขนาดและประสิทธิภาพที่เหมาะสมหรือไม่
    5. หลีกเลี่ยงการปิดกั้น Javascript และ CSS – Google ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการบล็อก Javascript และ CSS อาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณ ดังนั้นหากต้องการเพิ่มความเร็ว ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไฟล์เหล่านี้มีขนาดเล็กและเหมาะสมที่สุดเท่าที่จะทำได้
    6. เปิดใช้การบีบอัดไฟล์ – เมื่อมีการส่งมอบไฟล์ เอกสาร ฯลฯ ผ่านเบราว์เซอร์ ให้บีบอัดไฟล์เหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบ zip จะทำให้เว็บไซต์ของคุณแสดงผลรวดเร็วขึ้นมาก
    7. เปิดใช้งานการเก็บแคช – เมื่อเว็บไซต์มีการ “แคช” (Cached) นั่นหมายถึงว่าผู้ใช้เคยเข้าชมเว็บไซต์มาก่อนหน้าและได้มีการเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำของบราวเซอร์ และเมื่อผู้ใช้มีการกลับเข้ามาเยี่ยมชมอีกครั้ง หน้าเว็บก็จะสามารถดึงข้อมูลต่างๆ จากแคชได้เลย โดยไม่ต้องไปดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์อีก ซึ่งจะทำให้การโหลดหน้าเว็บเดิมมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
    8. ลดจำนวนของปลั๊กอินบนเว็บไซต์ของคุณ – เรียกได้ว่ายิ่งน้อยยิ่งดี ซึ่งปลั๊กอินบางอันก็เข้าใจได้ว่ามีความจำเป็น แต่อย่างไรก็ตาม พยายามจำกัดจำนวนของปลั๊กอินที่คุณใช้เพื่อให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ของคุณจะสามารถโหลดได้อย่างทันใจ